Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player




ไปที่เนื้อหา

Follow Us On Follow us on Facebook Follow us on Twitter Watch us on YouTube





0
- - - - -

Jinn - การรอคอยที่เร้าใจ


ไม่มีการตอบกลับในกระทู้นี้

#1 Admin

Admin

    Administrator

  • ผู้ดูแลระบบ
  • 25 โพสต์
ชื่อเสียง
21
ระดับจังหวัด

โพสต์เมื่อ 12 July 2012 - 12:13 PM

โปรย – พอดีช่วงนี้เขียนงานในกลุ่มย่อยเฟชบุ๊คไป หลายๆ ชิ้น ด้วยความแรงของบางเรื่องเลยอาจจะเอามาโพสต์ใน LTF ไม่ได้ แต่ก็คิดถึงแฟนเก่าๆ ที่อ่านในที่นี่ ต้องขออนุญาติทีมงานเอาเรื่องที่เขียนต้นสัปดาห์ที่แล้วมาแปะสำหรับใครที่เคยอ่านอยา
กอ่านคอลัมน์เพิ่มเติมสำหรับของผม และของน้องอีกคนที่เขียนในพันธุ์ทิพย์อยู่ก็เข้าไปแอดเฟชบุ๊คของผมได้ ค้นชื่อจริงนี่แหล่ะ จินตะปัญญา อะตะมะ หรือ th-th.facebook.com/jintapanya พอดีคิดว่ายังมีน้องๆ พี่ๆ ที่อ่านงานของผมอยู่บ้างในนี้ก็แอดไปอ่านงานในนั้นตอนนี้มีอยู่หลายชิ้นพอสมควร อันนี้คัดมาลงใน LTF คิดว่าลงได้ยังยาวเหมือนเดิม...



การรอคอยที่เร้าใจ



วันนี้เพิ่งไปงานแต่งงานของพี่ชายที่เคารพท่านหนึ่ง มีความรู้สึกภาคภูมิเหมือนกับเพิ่งคลอดลูกสาว เอ๊ย! รู้สึกเป็นปลื้มกับการใช้ชีวิตของพี่ท่านจริงๆ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าในโลกนี้มีอะไรที่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า แต่สำหรับพี่ท่านผมคิดว่าใช้มันได้ครบเครื่องที่สุดแล้ว และหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไป

สำหรับการแต่งงานที่ต้องรอคอยมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จากปัญหาน้ำท่วม ผมว่ามันไม่ได้ช้าไปในแง่ของความรู้สึก เรามักเจอปัญหาในชีวิตเกี่ยวกับการ "รอคอย" มักจะเป็นความหมายเชิงลบเสียส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ยุคนี้สมัยนี้อาจจะ "รอคอย" ไม่เป็นเมื่อก่อนเราเล่นอินเตอร์เน็ตถ้าได้ความเร็วสัก สองเม็กฯ ก็สุดยอดแล้ว เดี๋ยวนี้สำหรับบางคนหกเม็กฯ ก็บ่นช้าแล้ว...
ชีวิตของเราเหมือนจะต้องการความเร็วไปเสียทุกอย่าง ทั้งที่เราหายใจได้แค่เท่าที่เราควรจะหายใจไม่เชื่อลองเร่งหายใจให้เร็วขึ้น ชีวิตมันก็ไม่ได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด
ลองหันหลังกลับไปคิด บางเรื่องในชีวิตมันต้องใช้เวลา เราไม่อาจจะฝืนเส้นทางบางอย่างได้ เราไม่อาจจะทำให้ทุกอย่างเหมือนที่คิด แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่หยุดฝัน ไม่ว่าท้ายที่สุดมันจะลงเอยยังไง
ลิเวอร์พูลเองก็เหมือนกัน ผมคิดว่าประชากรดาวศุกร์ทุกคนฝันเหมือนกันว่าอยากเห็นลิเวอร์พูลชูถ้วยแชมป์พรีเมียร
์ลีก เพียงแต่ว่าเราต้องรู้จักเริ่มต้นการรอ รอให้เป็นเราเห็นคนรอรถเมล์บางคนท่าทีหงุดหงิดหงุ่นหง่าน บางคนสูบบุหรี่(ซึ่งเขาห้ามแล้ว) บางคนหนังสือ บางคนเล่นมือถือ บางคน ฯลฯ เรา
อาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรจะรอแบบไหนขณะที่รถติดไฟแดง หัวใจของบางคนอาจจะร้อนรุ่ม ร่างกายอาจจะเผาผลาญพลังงานมากเกินไป(อาจจะดีสำหรับการลดน้ำหนัก) และไม่น่าจะมีผลดีต่อหัวใจ การยึดทางสายกลางในการใช้ชีวิต คนที่อารมณ์ดี รักษาระดับอารมณ์ไว้ได้มักจะเป็นคนที่มีเพื่อน คนรักมากมาย เราต้องคิดว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน คนที่นั่งด่า วิจารณ์เรื่องราวต่างๆ แบบมีเหตุ หรือไร้เหตุที่คุณจะเลือกยกย่องเชิดชูอ้อมเรื่องมานาน สรุปว่า ลิเวอร์พูลก็ต้องรอคอยการทำงานของ เคนนี่ ดัลกลิช จบ... ซะเมื่อไหร่

เอาจริงๆ สาระสำคัญมันก็คงมีแค่นั้น แต่เมื่อเราเลือกเคนนี่ ดัลกลิช กลับมาคุมทีม และปัจจุบันมีสัญญาสามปี การสร้างบ้านหลังใหม่ของเคนนี่ก็ต้องใช้เวลารอคอย อย่างอดทนถ้าเราทำให้มันเป็นการรอคอยที่น่าเบื่อมันก็จะน่าเบื่อ แต่ถ้าเราทำให้มันตื่นเต้นมันก็ตื่นเต้นได้เช่นกัน
ตั้งแต่ เคนนี่ กลับมาคุมทีมกลางฤดูกาลที่แล้ว มันทำให้แฟนบอล "หงส์แดง" มีความสุขมากขึ้น เหมือนกับชีวิตมีสีสัน แต่ช่วงเวลาฮันนีมูนก็ได้หมดไปอย่างรวดเร็ว(เมื่อเทียบกับกุนซือคนก่อนๆ อ่อ อาจจะยกเว้น รอย ฮ็อดจ์สันสักคน)ระยะเวลาพอสมควรจากที่เราประเมิน ประเด็นที่ติดใจอยากจะวิจารณ์ซ้ำๆ หน่อยคือการให้ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ปีกซ้ายลงไปยืนอยู่ทางขวาเป็นประจำที่ผม และเพื่อนๆ หลายคนเห็นว่ามันไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไหร่ และก็การตัดสินใจเปลี่ยนตัวที่ค่อยช้า(บางคนเห็นว่าราฟาช้าแล้ว เคนนี่นี่ยิ่งช้ากว่า) ความกล้าได้กล้าเสียแบบในซีซั่นแรกของการกลับมาหายไป เคนนี่กล้าเสี่ยงน้อยลงในหลายๆ เกม ทำให้ผลเสมอในแอนฟิลด์อาจจะออกมาเยอะกว่าที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม เคนนี่ สร้างรากฐานในแอนฟิลด์คือระบบการเล่น เมื่อเอามาประกบกับราฟา เบนิเตซ ส่วนตัวผมเห็นว่าราฟาจะมีความละเอียดในเรื่องแทคติกมากกว่า ตำแหน่งต่อตำแหน่ง หรือนัดต่อนัดการทำทีมจะคล้ายแนวทางของ อาร์แซน เวนเกอร์ หรือเป๊บ กวาร์ดิโอล่า ที่ยึดมั่นกับขุมกำลังหลัก และค่อยๆ ถ่ายทอดแนวทางการเล่นลงไปช้าๆ อย่างอดทน เราจะเห็นว่าใช้เวลาพอสมควรในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทีมทีละขั้นๆเจมี่ คาราเกอร์ อาจจะเสียตัวจริงในทีมไปแล้ว แต่เราจะเห็นว่ากว่าที่เคนนี่จะดร็อป คาร์ร่า ก็ลงเล่นไปหลายนัด ทั้งที่แฟนบอลอาจจะเห็นนานแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้นว่าคาร์ร่าเป็นจุดอ่อนในแนวรับ และแดเนี่ยล แอ็กเกอร์ กับมาร์ติน สเคอร์เทลคือคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟแห่งอนาคต เป็นคู่ที่ราฟาวางรากฐานให้เห็นตั้งแต่หลายฤดูกาลก่อนหน้านั้น
ในทางกลับกันการซื้อตัวนักเตะต่างๆ มันสะท้อนให้เห็นว่าเคนนี่ไม่ได้คิดถึงการทำงานระยะสั้น แต่เป็นระยะยาวสำหรับการเลือกใช้ตัวนักเตะอายุน้อย จนลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในทีมที่อายุเฉลี่ยน้อยที่สุดในลีกเวลานี้(อ้างอิงจากสัปดาห์แ
รกลิเวอร์พูลเป็นรองแค่แมนฯ ยู จากอายุแค่ 25 ปี 4 เดือนhttp://www.thetop10football.com/2011/average-starting-lineup-age-for-barclays-premier-league-20112012-week-one)การเลือกใช้คาร์ราเกอร์เป็นที่เข้าใจได้ในอีกแง่มุมว่า เคนนี่ ก็ให้ความสำคัญอย่างมากต่อผลงานในลีก บางคนอาจจะบอกว่าให้เสี่ยงใช้คู่หนุ่มไปเลย แต่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการทีมที่สูงกว่ากองเชียร์ เคนนี่ ย่อมเลือกทางที่เสี่ยงน้อยกว่าไว้ก่อมาร์ติน สเคอร์เทล ทำผลงานได้ดีเกินความคาดหมาย และนั่นกลายเป็นจุดลงตัวมากสำหรับเกมรับของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้


อุบัติเหตุร้ายแรงเข้ามาในช่วงเวลาสำคัญที่อาจจะพลิกฤดูกาลจากหน้ามือเป็นหลังมือคือ
การบาดเจ็บรุนแรงของลูคัส เลว่า นักเตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อเสียงวิจารณ์ เอ๊ย รูปแบบการเล่นของลิเวอร์พูลในตลอด 1-2 ปีหลัง(จริงๆ ถ้าย้อนไปการตัดสินใจย้ายทีมของตอร์เรสทำให้เคนนี่โมโหมาก ถ้าตอนนั้นลิเวอร์พูลมีแนวรุกแค่ ตอ กับซัว การสร้างทีมอาจจะออกมาอีกแบบก็เป็นได้ แต่ถ้าเขียนอีกก็ยาวอีก หุหุ)
การบาดเจ็บของลูคัสเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจจะบอกได้เลยว่าทำให้โอกาสไปเล่นแชมเป
ี้ยนส์ลีกของลิเวอร์พูลดับวูบลงหลายส่วน ซึ่งผมกล้าการันตีในโลกของจินตนาการว่า หากลูคัส ไม่เจ็บ ลิเวอร์พูลจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีต่อการลุ้นอันดับสี่ หรือเหนือไปกว่านั้นแน่ๆหากแฟนทีมอื่น หรือแฟนหงส์ที่ไม่ได้อยู่บนดาวศุกร์มาอ่านอาจจะหาว่าเว่อร์ แต่ตอนนี้ลิเวอร์พูลตามโซนชปล. 4 แต้ม จากขุมกำลังเท่าที่มี
ดังนั้นแค่บวกลูคัสเข้าไป ยังไงก็ตามไม่ถึงสี่แน่ๆ ไม่ได้เขียนอยู่บนอคติหรือโลกแห่งความลำเอียงอย่างแน่นอนยังไม่รวมการที่ซัวเรซเสียจ
ังหวะการลงสนามต่อเนื่องไปอีก แปดนัด จากกรณีที่ผมขอเรียกว่า "สีทนไม่ได้"สองส่วนนึ่ทำให้อันดับไปเล่นชปล. ที่น่าจะนิ่งกว่านี้มีปัญหาอยู่พอสมควรพูดถึงลูคัสผมน่าจะเคยเขียนไว้สักที่ เกี่ยวกับความสำคัญของนักเตะรายนี้ตลอดสองปีหลัง ว่าเขาคือกองกลางที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบตามความคิดชาวโลกที่เห็นดวงจันทร์ด้านเดียวตล
อดชีวิต

ลูคัสเป็นคนเดียวที่สามารถเข้าคู่กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด หรือ คริสเตียน โพลเซ่น ในฤดูกาลนี้ แม้แต่ ชาร์ลี อดัม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือเจย์ สเพียริ่ง ทำผลงานได้ดีมากเมื่อลูคัสเป็นคู่หูในแดนกลาง ลูคัสเป็นคนเดียวในทีมชุดนี้ที่เล่นเกมรับได้โดดเด่น(แน่นอนว่าสถิติเข้าแท็กเกิ้ลมา
กเป็นอันดับหนึ่งของลีกไม่ได้มาด้วยโชคช่วย) และเมื่อมีลูคัสอยู่ในสนาม มันแปลว่าลิเวอร์พูลสามารถเล่น 4-4-2 ได้ง่ายขึ้นชาร์ลี อดัม ไม่ต้องกังวลเรื่องเกมรับ หรือจะเป็น เจอร์ราร์ด, เฮนเดอร์สัน ก็เล่นได้ นับกระทั่ง เกล็น จอห์นสัน หรือโฆเซ่ เอ็นริเก้ ยังเติมเกมรุกง่ายขึ้นในจังหวะที่มีลูคัสอยู่ตรงกลาง แม้แต่ทางขวาง หรือทางแนวดิ่ง ลูคัสก็มีจังหวะสอดขึ้นไปจ่ายบอลสวยๆ หรือยิงประตู(อันหลังยังไม่ค่อยเห็นผล)
การขาดเจอร์ราร์ดช่วงต้นฤดูกาลอาจจะทำให้ทีมมีปัญหาด้านการสร้างสรรค์เกมรุกอยู่บ้าง และซัวเรซ ต้องแบกภาระหนักในการทำเกมจนกลายเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง ทั้งการเล่นที่ดูจะฉายเดี่ยวมากขึ้นเคนนี่ ก็เห็นปัญหาอย่างที่คนอื่นๆ เห็นจากสองจุดเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าในหลายๆ เกมลิเวอร์พูลจำต้องใช้กองกลางห้าตัว(อันนี้คนละเรื่องกับที่เคยใช้หลังห้าในเกมกับส
โต๊คที่ทำให้แฟนบอลหงุดหงิดสุดๆ)เจอร์ราร์ดกับ อดัมดูเหมือนจะเล่นได้ในเกมรุก เกมที่คู่แข่งมาอุด แต่เมื่อเจอกับทีมใหญ่ๆ จะเห็นว่าอดัมมักจะบทบาทน้อยลงไป เมื่อต้องพะวงกับเกมรับ ขณะที่อดัมก็ไม่ใช่ตัวรับธรรมชาติ นั่นเป็นปัญหาในเรื่องเดียวกันเมื่อเจอร์ราร์ดเองก็ต้องถอยลงมาต่ำเพื่อช่วยอดัมทำให
้เกมรุกหายไป
เกมที่แพ้ในแดงเดือดที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ดเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เมื่อขาดลูคัสลิเวอร์พูลขาดความยืดหยุ่น การเล่นรับแล้วรอโต้กลับบอลวางแผนมาแค่ทรงเดียว เมื่อเสียประตูจึงแทบไม่มีโอกาสกลับมา นั่นอาจจะเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งสำหรับการวางทีมของเคนนี่ ดัลกลิชที่ผมมองว่าคล้ายกับเป๊บ และเวนเกอร์ ขณะที่อีกฝั่งของกุนซือเราอาจจะเห็น โชเซ่ มูรินโญ่, เซอร์อเล็กซ์ หรือราฟา ที่ชอบปรับแทกติกตามคู่แข่งมากกว่าเคนนี่ปรับแผนในหลายๆ เกมเช่นกัน แต่วิธีการเล่นของลิเวอร์พูลไม่ต่างจากเดิม ลิเวอร์พูลในซีซั่นนี้จะครองบอลได้ดีกว่าคู่แข่งยามเล่นในบ้าน และน้อยลงไปเมื่อเล่นในบ้าน
ถ้าย้อนกลับไปเกมที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด ผมกล้ารับประกันว่าหากมีลูคัสเกมจะไม่ออกมาแบบนั้นแน่ แม้ไม่รู้ว่าสุดท้ายผลการแข่งขันจะออกมายังไงก็ตามเมื่อต้องแก้ปัญหา เคนนี่ เลือกจะใช้ เจอร์ราร์ด, อดัม และเฮนเดอร์สัน เป็นส่วนใหญ่ รายหลังบางคนอาจจะเห็นแย้งว่าเขาเล่นปีกขวาหรือเปล่า ทั้งที่หากดูตามประวัติ เฮนเดอร์สันชอบเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางมากกว่า แต่ก็ได้โอกาสเล่นริมเส้นสมัยอยู่แมวดำพอสมควรหากนึกภาพไม่ออก แฟนหงส์ต้องย้อนไปคิดถึงสมัยสตีวี่ จี ขึ้นมาใหม่ๆ การเล่นริมเส้นจะเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่าสำหรับดาวรุ่ง กระนั้นจุดบอดของเฮนโด้คือเมื่อต้องช่วยกลางมากขึ้น เกมรุกก็จะไม่เด่น หลายๆ นัดแทบจะหายไปจากเกม บางครั้งแม้มีการสลับเจอร์ราร์ดไปด้านขวา แต่ก็จะเห็นว่าเจอร์ราร์ดยังมีความพะวงในเกมรับไม่น้อย บางทีก็หายไปดื้อๆการที่เฮนโด้ต้องช่วยกลาง นั่นเพิ่มภาระการเติมเกมรุกในหลายๆ นัดให้จีเจ และในทางกลับกัน มันกลายเป็นจุดบอดให้เสียประตูในหลายๆครั้ง จีเจดูเหมือนเด่นเกมรุก แต่เกมรับยังมีลูกพลาดให้เห็น บางทีถ้าจะโทษจีเจอย่างเดียวต้องมองดูปีกขวาของเราว่าไว้ใจ หรือพึ่งพาไม่ได้มากพอ กลับกันบทบาทของเฮนโด้ก็ต้องฮุบมากลางเยอะ กองหน้าก็ต้องฉีกไปช่วยซ้ายขวา ทำให้แพทเทิร์นเกมรุกดูจะไม่ต่อเนื่อง
คนที่โดดเด่นขึ้นมา ช่วยทีมได้ไม่น้อยคือ เคร็ก เบลลามี่ ที่ตอนแรกผมแปลกใจกับการดึงตัวกลับมาอันนี้ยอมรับ แต่สุดท้ายเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยมจมผมคิดว่าน่าจะเล่นได้ยาวๆ ถึง 39 ได้เลย

มันน่าอิจฉาสำหรับคนที่เกิดมามีความเร็วติดตัว(แน่นอนว่าได้จากการฝึกซ้อมด้วย) สำหรับในวิทยาศาสตร์กีฬาคนที่เกิดมามีกล้ามเนื้อแบบหนึ่งในสี่แบบจะโชคดีสำหรับการเป
็นนักกีฑา และเมื่อเร็วตั้งแต่อายุน้อยพออายุมากขึ้น แม้ความเร็วจะตกลงไป แต่ก็ยังจัดว่าเล่นในระดับสูงได้สบายกลับกันอย่าง ซามี่ ฮูเปีย หรือเจมี่ คาร์ราเกอร์ที่ปกติไม่เร็วอยู่แล้ว พออายุมากขึ้นจะมีปัญหาจุดนี้(ดูตัวอย่างจากมัลดินี่ หรือซาเน็ตติช่วงหนุ่มๆ เร็วมาก จึงสามารถยืนระยะได้ยาว)
เบลลามี่เหมาะกับเกมโต้กลับในแบบลิเวอร์พูลใช้กลางห้าตัว และตัวริมเส้นด้านซ้ายจึงเด่นขึ้นมา เพราะเกมรับด้านซ้าย โฆเซ่ เอ็นริเก้ แม้จะไม่เด่นมาก แต่สอบผ่านทั้งการเล่นรุก รับอย่างสมดุล
ด้วยแผนการเล่นดังกล่าว มันเป็นจุดที่ผมแก้ตัวให้กับสจ๊วร์ต ดาวนิ่ง เมื่อเขาเป็นมิดฟิลด์ริมเส้นด้านซ้ายในแบบสไตล์ผู้ดีแท้ๆ คือไปถึงเส้นหลังแล้วเปิดเข้ามา แต่ปีนี้หลายเกมบทบาทออกไปทางตัวฟรี การไปอยู่ด้านขวาดูเหมือนจะไม่ได้ประโยชน์มากนัก ขณะที่การเปิดบอลจากริมเส้นก็ไร้ความหมายหากตัวจบสกอร์เข้าไม่ถึงจุด (แน่นอนว่าหลายเกมเล่นหน้าตัวเดียวนยิ่งไม่เหมาะ)
ผมคาดว่าถ้าลูคัสกลับมาแล้วเล่นได้ระดับเดิม ดาวนิ่งจะแสดงศักยภาพได้มากขึ้น เหมือนอย่างช่วงต้นซีซั่นที่ยิงชนเสาคานไปเยอะ ต่างจากช่วงหลังๆ ที่หายไปเลยเกมกับไบรท์ตันที่เพิ่งจบลงไปเป็นตัวอย่างของเกมที่ลิเวอร์พูลใช้หน้าคู่
ได้มีประสิทธิภาพ ดาวนิ่งครอสให้แคร์โรลล์ย่อมเป็นแทคติกในฝันที่
แฟนหงส์รอคอยมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล(หรือใครจะปฏิเสธว่าเราไม่ได้ซื้อดาวนิ่งเพื่อเปิดบอ
ลให้แคร์โรลล์)แคร์โรลล์เองก็จะมั่นใจได้มากขึ้น แต่เขาไม่เหมาะกับการเป็นหน้าตัวเดียวในหลายๆ เกม เพราะไม่สามารถเข้าทำได้ด้วยตัวเอง ต้องรอตัวแถวสอง ขณะที่ซัวเรซอาจจะเล่นเองได้ แต่ถ้าพึ่งเขาคนเดียวเมื่อถูกจับตายก็หมดสิทธิ์แผงฤทธิ์มันไม่ใช่ข้อแก้ตัวด้านเวลาก
ารทำทีมให้เคนนี่ เมื่อเขารับหน้าที่นี้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาแบบนี้ และกุนซือทุกคนก็เจอปัญหาแบบที่ลูคัสเจ็บยาว ราฟาก็มีอลอนโซ่หรือคนอื่นๆ เจ็บยาว แต่เคนนี่ก็แก้ปัญหาได้ดีในระดับที่ต้องชื่นชม


แน่นอนในมุมที่ต้องติติงคือผลงานในถิ่นที่เสมอมากเกินไป หลายๆ เกมเชื่อว่าหลายคนอยากเห็นการเสี่ยงมากกว่านี้ เพียงแต่ในช่วงที่ซัวเรซติดโทษแบน และกวาดตาดูขุมกำลังสำรอง ลิเวอร์พูลก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้มากมายสมมุติว่าต้องเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกตอนนี้ ผมประกาศได้เลยว่าชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลไม่พอแน่ๆ แม้แต่รอบแบ่งกลุ่มยังเหนื่อยระหว่างกำลังฟูมฟักผลงานในถิ่น ต้องบอกว่าเป็นปีที่มีโชคที่ยังได้ลุ้นไปเล่นถ้วยหูโตซีซั่นหน้า(ประเด็นนี้เดี๋ยวไว
้แยกเขียนอีกวัน แม้ตามสี่แต้มแต่เรามีเกมรับมือปืน และเชลซีในรัง) เคนนี่เรียกสปิริตกลับมาอย่างหนึ่งสำหรับสโมสรที่ชื่อว่าลิเวอร์พูล ที่บ๊อบ เพสลี่ย์หรือบิลล์ แชงคลี่ย์ยืนยันว่าทุกถ้วยมีความสำคัญ และมีความหมาย
ตอนนี้เรากำลังจะฟาดแข้งในเกมลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ หากชนะเก้าอี้ของ คิง เคนนี่ จะมั่นคงขึ้น ไม่ใช่แค่แฟนบอลที่ให้ความเคารพอยู่แล้วแต่สำหรับในสายตาผู้บริหารด้วย ส่วนเอฟเอ คัพเพิ่งจบไปไม่กี่ชั่วโมง ทีมเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้ายเจอกับรองแชมป์เก่าอย่างสโต๊ค แต่การเล่นที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลย่อมไม่เกรงกลัวใคร
อีกสองรอบข้างหน้าที่เวมบลี่ย์ แฟนลิเวอร์พูลไม่มีใครบอกว่าเร็วไปที่จะพูดถึงแชมป์เอฟเอ คัพ เชื่อได้เลยว่าหลังเกมลีก คัพ หากชนะ คนจะเริ่มพูดถึงดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในมือเราง่ายๆ ยังมีงานต้องทำต้องรอคอยอีกเยอะ แต่เคนนี่ทำให้มันไม่น่าเบื่อเลย กับโอกาสในสองถ้วยของอังกฤษมันเป็นการรอคอยการสร้างทีมในแบบที่ไม่ได้รออยู่เปล่าๆ แต่สนุกตื่นเต้นไปกับความสำเร็จที่ค่อยๆ เก็บไปในเวลาเดียวกัน รากฐานของลิเวอร์พูลค่อยๆ กลับมาสร้างอีกครั้ง

มันเป็นการรอคอยที่เร้าใจมาก และบางทีสำหรับทีมที่ได้แชมป์บอลถ้วย อาจจะถือว่าเป็นฤดูกาลที่สมหวังสุดๆ หากเป็นสองถ้วย แถมด้วยที่สี่อ่อ และถ้าเกิดบางทีมได้แค่รองแชมป์ด้วย ถ้าเป็นรองแชมป์สองรายการจะยิ่งดีมาก คงไม่ต้องบอกประชากรดาวศุกร์ว่าหมายถึงทีมไหน...
เจ้าของที่ดาวศุกร์ เขียนในกลุ่มย่อย ดาวศุกร์ 19 ก.พ. 55





0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้งานที่ซ่อนตัว